Doll [SHINee's Fanfiction] -2-
posted on 20 Nov 2009 23:12 by zakuro in Fiction
Doll
By Irodori
Part 2:
ตุ๊กตาเรียนรู้ความหมายของคำว่า "ขอบคุณ"
แต่มันกลับไม่เคยใช้
หรือว่าพูดออกมาเลย
* * * * *
[ถ้าพูดถึงพัฒนาการของเขาแล้วล่ะก็ ตามรายงานบอกว่าไม่มากเท่าไร แต่สำหรับฉันก็คิดว่ามากแล้วนะ]
“ยังไงล่ะ?” เขากรอกเสียงถามกลับไป
[เขาตกจากชั้นสาม อาการสาหัสเลยล่ะ แล้วยังจะแผลที่ได้มาจากความรุนแรงอย่างอื่นด้วย ต้องอยู่ในโรงพยาบาลสามเดือน แล้วก็ออกมาอยู่กับเราตลอดช่วงพิจารณาคดี จนกระทั่งหายดีถึงได้โอนไปทางนาย ระหว่างนั้นน่ะ เขาไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองในแง่บวกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้หรอกนะ]
ฝ่ายคนฟังตอบรับไปสั้นๆ ให้คนเล่าพอรู้ว่าตัวเองยังอยู่ในสายเท่านั้น
[เขาหวาดกลัวผู้คนมาก กลัวห้องกว้างๆ กลัวที่สว่างๆ ร้องไห้แล้วก็ดิ้นจนทำการรักษาไม่ได้ ช่วงแรกๆ หมอต้องให้ยานอนหลับเพื่อให้สงบลง กว่าจะเริ่มคุ้นเคยกันก็ปาไปเป็นเดือน พอหายจากภาวะตื่นตระหนกแล้วถึงรู้ว่าเขามีปัญหาเรื่องการแสดงอารมณ์ มิหนำซ้ำยังพูดไม่ได้ด้วย ก็ให้เข้ารับการบำบัดอยู่พักใหญ่ หลังจากนั้นถึงเริ่มมีการพัฒนาที่ดี]
“แล้วพอรู้ไหมว่าช่วงที่ยังอยู่กับพ่อเลี้ยงนั่นเป็นยังไง...”
[เขาไม่ยอมเล่านะ ก็ไม่แปลกหรอก ดังนั้นที่จะบอกนี่ก็เป็นแค่ข้อมูลที่สรุปจากการสำรวจและตรวจหลักฐานทั่วไปในห้องพักนั้นเท่านั้นล่ะ]
“อืม...”
[ห้องมืดอับแล้วก็สกปรกพอสมควร นอกจากห้องน้ำแล้วก็ไม่มีห้องแบ่งย่อยอื่นอีก เข้าใจว่าที่ต้องไปอยู่ที่แคบๆ แบบนั้นคงเพราะตอนคนแม่เสียไปก็ทิ้งหนี้สินไว้มากมาย โดยเฉพาะค่าผ่อนบ้าน เพราะงั้นก็เลยขายทิ้งแล้วมาอยู่ที่นี่แทนน่ะ] เมื่อเห็นปลายสายเงียบสนิทไป คนพูดจึงหยุดเล่า [ยังอยากฟังต่อใช่ไหมจงฮยอน?]
“อืม เล่ามาเถอะ ตั้งใจฟังอยู่”
[คนพ่อเลี้ยงคงจะโกรธเกรี้ยวแล้วก็ไม่พอใจเรื่องนี้มาก ความรุนแรงก็เลยมาตกกับภาระอีกอันหนึ่งที่ภรรยาใหม่ทิ้งไว้ให้...อย่างที่นายก็คงพอเดาได้ ฉันคิดว่ามันคงเริ่มตั้งแต่หลังจากที่แม่ของเขาเสียได้ไม่นานนั่นแหละ ในห้องที่เป็นบ้านใหม่นี่น่ะ มีโซ่ที่ปลายด้านหนึ่งล่ามติดเอาไว้กับเตียงด้วย...] คนพูดเว้นจังหวะและรอดูว่าอีกฝ่ายจะตอบอะไร แต่แล้วก็ยังเงียบ...รู้สึกได้ว่าบรรยากาศเองก็แย่ลงด้วย
[จงฮยอน...ถามจริงๆ เถอะนายจะอยากรู้ไปทำไม...เรื่องของคนที่อยู่ในความดูแลของพวกเราน่ะ แค่ตามแฟ้มที่ให้ไปก็ถือว่าพออยู่แล้วไม่ใช่เหรอ...]
“ไม่รู้สิ...ฉันก็ไม่รู้จะบอกว่าอะไร...ก็แค่อยากรู้...แค่นั้นได้ไหม?” เขาตอบเสียงเรียบเรื่อย
[เอาเถอะ...] อีกด้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ จงใจให้ได้ยิน [ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไร...เขาตกลงมาจากทางหน้าต่าง มีคนเรียกรถพยาบาลกับตำรวจมา ถึงบาดเจ็บสาหัสแต่บาดแผลและรอยฟกช้ำบนตัวมันฟ้อง เรื่องที่ถูกกักขังและถูกทารุณก็เลยแตก พอร่างกายหายดีแล้วก็พยายามฟื้นจิตใจให้เขาต่อ จากนั้นก็มาเป็นอย่างตอนนี้]
“อืม...”
[จงฮยอน...]
“ว่าไง...”
[นายสนใจเขามากเกินไป...]
“อืม...ฉันสนใจเขามากเกินไป...”
[จงฮยอน...กรณีนี้น่ะ...]
“อืม...รู้...” เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนพูดออกมาเบาๆ “สงสารได้ แต่ไม่ใช่รัก...”
เป็นมนุษย์เหมือนกัน...ใช่...
มีชีวิต มีจิตใจเหมือนกัน...ก็ใช่...
แต่ลึกๆ แล้วโลกที่มองเห็น...มันเป็นคนละใบ...
ที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ไม่มีใครบอกว่าเป็นความผิด แต่ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง...เพราะมันอาจจะจบลงด้วยความปวดร้าว...ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นดาบสองคมที่ทำร้ายทั้งสองฝ่ายหรือไม่
“ทำไมถึงเอาแต่มองฟ้าล่ะ?”
ในวันธรรมดา เด็กๆ ส่วนใหญ่จะไปโรงเรียนกันหมด ถึงมีใครเหลืออยู่ก็มักจะเพราะไม่สบายจนลุกไม่ขึ้นเท่านั้น ทำให้บนม้านั่งข้างสนามตอนนี้ มีเพียงสองชีวิตนั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางความเงียบสงบ ใต้แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยน
เมื่อได้ยินคำถาม ปากกาสีดำก็จดลงบนหน้ากระดาษสีขาวสะอาด ขีดเขียนอยู่อึดใจหนึ่งก็ยกขึ้นมาให้ดู
[เพราะผมว่ามันสวยดี]
พอเห็นว่าอีกฝ่ายอ่านแล้ว เจ้าตัวก็ลดลงบนตักแล้วเขียนต่อ
[เปลี่ยนไปทีละหน่อย แต่ก็ตลอดเวลา]
จงฮยอนทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ เห็นแบบนั้นอนยูก็เขียนเพิ่มอีก
[ตอนที่เหงา อย่างน้อยก็มองฟ้าได้นะ]
...หรือมองเห็นอย่างอื่นนอกจากห้องที่สกปรกและมืดทึมได้...ก็เพียงแค่สิ่งนี้
[พอได้เห็นชัดๆ แล้วก็ตกใจว่ามันกว้างขนาดนี้เลยล่ะ ' o ']
ถึงจะรู้สึกเจ็บแปลบในอกกับสิ่งที่อีกฝ่ายเขียนออกมาอย่างไร้เดียงสา แต่จงฮยอนก็อดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นอีโมติคอนที่แถมมาด้วย
[จริงๆ นะ สุดลูกหูลูกตาเลย ,,' O ',,]
...เพราะที่เคยเห็นมันไม่กว้างแบบนี้...เพราะอะไร...
“เข้าใจแล้วๆ” เขาตอบพร้อมกับยิ้มให้
[มันน่าตื่นเต้นมากๆ แค่นั้นเอง จงฮยอนอย่าทำหน้าแบบนั้นสิ]
“แบบไหน?”
[(・・ )]
เขาหัวเราะออกมาอีก “เปล่าสักหน่อย!”
[ชอบให้จงฮยอนยิ้มมากกว่า (⌒▽⌒)]
“อาฮะ”
[ยิ้มดีกว่าจริงๆ นะ]
จงฮยอนยิ้มให้จนริมฝีปากเหยียดตึงก่อนแย่งปากกามาเขียนลงไปบ้าง
[นายก็ยิ้มบ้างสิ]
เขาเขียนลงไปแบบนั้นทั้งที่ก็เห็นอยู่กับตาจนถึงเมื่อครู่นี้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายไม่มีสีหน้าอื่นเลย
[จะพยายามนะ] พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเพียงใบหน้า ดวงตา และริมฝีปาก ที่คงอยู่แบบเดิม...จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็หันกลับไป เงยหน้าขึ้นแล้วมองท้องฟ้าสีฟ้าสดที่อยู่เบื้องบน ผ่านไปอีกพักใหญ่ จงฮยอนก็ถูกคนข้างๆ สะกิด
[ผมตกใจมากเลยตอนเห็นโทรศัพท์มือถือ]
...หา...
[ตอนนี้จงฮยอนทำหน้าแบบนี้ ( ̄□ ̄; )] ไม่เพียงเท่านั้น แต่เจ้าตัวยังเขียนเสียงหัวเราะใส่ลงมาด้วย
“ก็นายตกใจโทรศัพท์มือถือก่อน...”
[ก็มันสุดยอดทั้งนั้นเลย มีสี แถมยังเล่นเกมได้เยอะแยะ]
...อ้อ...
[จงฮยอน]
เขาไม่ได้ตอบ แต่จ้องตัวหนังสือตามด้วยจ้องหน้าคนเขียนแทนการบอกให้รู้ว่ารออ่านต่อ
[ผมไม่เป็นไรแล้วล่ะ แค่ต้องพยายามปรับตัวมากกว่านี้อีกหน่อย]
เสร็จแล้วก็เขียนเพิ่มอีก แต่คราวนี้กินเวลาไปพอสมควร ไม่ได้เขียนยาวอะไรมากมาย หากเป็นเพราะเจ้าตัวใช้เวลาไปกับการตัดสินใจ
[จงฮยอนรู้เรื่องของผมหมดแล้วใช่ไหม?]
“ไม่หมดหรอก...แต่ก็พอสมควร...” ชั่วขณะหนึ่งที่ยอมรับออกไป เขารู้สึกเจ็บในอกอย่างบอกไม่ถูก...เรื่องราวที่เกิดกับอีกฝ่ายเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก...แล้วใครจะอยากให้คนอื่นมารับรู้เรื่องแบบนั้นของตัวเอง
[ทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว]
โดยไม่รอให้เขาตอบอะไร อนยูเขียนเพิ่มแล้วก็ยกให้ดูอย่างรวดเร็ว [ไม่เอาหน้าแบบนั้น]
“อืม”
พอเห็นเขาพยักหน้า ร่างเพรียวในเสื้อผ้าตัวเก่าสีทึบทึมและใหญ่โคร่งกว่าตัวมากก็ก้มหน้าก้มตาเขียนอีก
[ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟัง แต่อยากเล่าให้จงฮยอนฟัง เพราะผมอยากเป็นเพื่อนกับจงฮยอนโดยไม่ต้องเสียใจภายหลัง]
“เล่าสิ...ฉันอยากรู้...” อย่างน้อยเขาก็เป็นคนอยากเล่าด้วยตัวเอง...ตอนนั้น ผมคิดว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะอ่านทุกตัวอักษร...
พอมองหน้ากันอีกครั้งหนึ่งแล้ว อนยูก็เริ่มต้นเขียนมันออกมา
[หลังจากที่คุณแม่เสีย ทุกอย่างมันก็เลวร้ายลงมากเลย]
[คุณพ่อคนใหม่ของผม ทั้งก่นด่าสาปแช่งแล้วก็เอาแต่โมโหมากขึ้นทุกๆ วัน จนเขาเริ่มทุบตีผม แล้วก็ห้ามไม่ให้เรียกว่าพ่อ]
[ตอนที่เผลอเรียกไปครั้งแรกก็โดนตบแรงมาก แล้วก็บอกว่า ถ้าได้ยินเสียงอีกเขาก็จะตบอีก ผมก็เลยพยายามที่จะไม่พูดหรือส่งเสียงอะไร]
[ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำกับผมเรียกว่าอะไร จนกระทั่งตอนที่มีคนพยายามอธิบายให้ฟังในโรงพยาบาล]
[ผมเคยพยายามหนีนะ แต่ว่าโดนจับได้ และหลังจากนั้นก็โดนตีจนขาหัก]
[เขาทำเฝือกให้ด้วย มันเจ็บมาก แต่ถ้าร้องออกไปก็จะโดนตบอีก ผมก็เลยพยายามอดทน ระหว่างนั้น เขาก็ยังทำอย่างนั้นกับผม]
[ผมเคยพยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ และเขาก็ล่ามผมเอาไว้กับเตียงตั้งแต่นั้น]
[ผมมองเห็นแต่ท้องฟ้า ผ่านช่องผ้าม่านแคบๆ เพราะอย่างนั้น ท้องฟ้าก็เลยมีความหมายกับผม แค่นั้นเอง]
[ผมภาวนาให้ตัวเองตาย ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี แต่ว่า ตอนที่เขากลับมาวันนั้นและโมโหอะไรบางอย่างและเผลอเหวี่ยงผมไปทางหน้าต่าง ตอนที่ตกลงมา ผมเห็นท้องฟ้าชัดมาก เป็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่มากๆ]
[ผมนึกขึ้นมาได้ว่าผมเคยเห็นมันมาก่อน นานมาแล้ว ตอนที่คุณพ่อและคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่]
[ผมอยากนึกออกอีกสักครั้งว่าตอนนั้นเคยรู้สึกอย่างไร]
[ผมยังอยากมีชีวิตอยู่]
ทุกประโยค ทุกคำที่ได้อ่าน...เขาไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งคนตรงหน้าวางทั้งสมุดและปากกาลงบนตักแล้วเอื้อมออกมาโดยซ่อนมือเอาไว้ใต้แขนเสื้อ และใช้มันซับน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา นัยน์ตาสีน้ำตาลที่สะท้อนเงาของเขาคู่นั้นยังคงนิ่งงัน แต่กลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่อ่อนโยน...
เขาคว้ามือของผมข้างหนึ่งขึ้นมา หงายขึ้น และจดปลายนิ้วของตัวเองลงบนนั้นก่อนจะเริ่มเขียนช้าๆ
...ขอบคุณนะจงฮยอน...
แต่แทนที่น้ำตาจะหยุดไหล เขากลับยิ่งหยุดมันไม่ได้ พออาการหนักมากๆ เข้าก็เป็นเขาเองที่ต้องหัวเราะแก้เขิน
“ขอโทษที...บ้าชะมัด” จงฮยอนพยายามเช็ดน้ำตาออก อนยูเอียงคอมองเขาแล้วก็เริ่มหยิบปากกามาเขียนอะไรบางอย่างอีกครั้ง
[ไม่เป็นไรหรอก]
“...อืม...” แต่ก็อายอยู่ดี
[เพราะว่า]
...เหอ...?
[จงฮยอนคงจะร้องแทนส่วนของผมด้วย ; ----- ;]
“...................” เขาถึงกับพูดไม่ออก
[และจงฮยอนก็จะยิ้มแทนผมไปก่อนด้วยใช่ไหมล่ะ? ^-----^]
“.....................................”
[ฝากด้วยนะ (゚▽゚o)]
และเขาก็ยังคงพูดอะไรไม่ออก...ตรงกันข้าม อีกฝ่ายยังคงเขียนต่อ
[จนกว่าจะถึงวันที่ผมทำได้ด้วยตัวเอง]
...แล้ว?
[ระหว่างนี้ผมจะพยายามไม่ทำให้จงฮยอนเหนื่อยมาก]
คิดอย่างนั้นจริงๆ หรือแค่ช่วยหาข้ออ้างที่เขาร้องไห้เป็นเผาเต่าแล้วก็มั่วต่อจนหาที่จบไม่ได้กันแน่เนี่ย...?
[ขอบคุณ
^
^
ผมจะยิ้มและบอกจงฮยอนให้ได้เร็วๆ นะ]
...ขอบคุณจริงๆ...
* * * * *
ฉันอยากให้เธอได้ยินความคิดของฉัน เช่นกัน สักวันหนึ่ง
มันอาจไม่สามารถเอื้อนเอ่ยเป็นถ้อยคำ
แต่ฉันจะรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี
เพราะฉันอยากบอกเธอ...ว่า "ขอบคุณ"
TBC...
รู้สึกจะยังมีหลายคนเลยที่ยังไม่เก็ตว่า "ทำไมถึงไม่ควรจะรัก"
แต่ก็เหมือนจะมีแล้ว...ดูจากเมนต์ในบอร์ดน่ะนะ (ฮา)
(จริงๆ มันก็ไม่ใช่ประเด็นหรอกน้า...)

