[INFINITE FanFiction] Paradise :: 4 ::

posted on 05 May 2013 20:44 by zakuro in Fiction
 
อ่า...ขอโทษคุณ junism ที่ทำให้ลำบากใจนะคะ ;-;
ตัดสินใจว่าจะลงที่นี่ต่อไป
พอคิดดูดีๆ หลังจากนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรหวือหวามากแล้วล่ะค่ะ
 
อันที่จริงที่ลงในบลอกด้วยก็เพราะอยากจะให้คนที่ไม่ได้เล่นบอร์ดได้อ่านด้วย
ก็มีที่แอบหวังลึกๆ เหมือนกันว่าคนที่อยากอ่านหรือสนใจจะอ่านจะได้อ่านกัน
และในบางกรณี ก็เพื่อที่จะได้ตัดตัวแปรที่ว่าก็ไม่ได้เล่นบอร์ดเลยไม่ได้อ่านด้วย ฮา
อะไรๆ มันจะได้ชัดเจน...
 
ขอบคุณนะคะ
 
 
 
 
 

Paradise

By Wessnette

Part 4:

 

คิมมยองซูรู้สึกเหมือนกำลังจมลงไปในก้นทะเลลึกเมื่อได้ฟังบางสิ่งบางอย่างจาก 'นายจ้าง'

 

เช้าวันนี้เขาตื่นมาพร้อมอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวและมีไข้อ่อนๆ อยากจะทิ้งตัวลงนอนต่อให้คลายจากความเหนื่อยล้า ทว่า 'พี่ซองกยูเรียก' ทำให้ต้องยอมตัดใจลุกขึ้นเตรียมตัวไปพบ

มยองซูรู้สึกเป็นกังวล เพราะพักนี้เกิดเรื่องไม่คาดคิดกับเขาหลายอย่าง ระหว่างทางจึงเพียรถามคนนำทาง แต่ดงอูไม่ยอมบอกหรือแม้แต่ใบ้ว่าเป็นเรื่องอะไร

"อรุณสวัสดิ์ครับ" ร่างเพรียวทักทายหลังจากก้าวเข้าไปในห้องทำงานของคู่สนทนา ประตูปิดลง มีเพียงซองกยู ดงอู และตัวเขาเท่านั้น สถานการณ์แปลกประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้มยองซูเดาว่าต้องเกี่ยวกับอีซองยอลเป็นแน่ เพราะตั้งแต่อยู่ใสถานที่แห่งนี้มากว่าหนึ่งปี ไม่เคยเกิดเรื่องอย่างนี้มาก่อน แต่เพียงแค่ซองยอลเข้ามาเกี่ยวข้องได้สามวันเท่านั้นก็เหมือนจะมีเรื่องมีราวเสียแล้ว

"นั่งก่อนสิ" เจ้าของห้องเชื้อเชิญ มยองซูทำตาม นั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามของโต๊ะทำงาน

"มีอะไรหรือครับ?" แม้จะถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ลึกลงไปในอก เขาเริ่มร้อนรนด้วยความไม่สบายใจ

"เมื่อคืน รับรองแขกคนที่สองได้ดีนะ ดงอูบอกว่าแขกพึงพอใจมาก" ซองกยูเปรย

"เอ่อ...ครับ..." ถึงจะแปลกใจ แต่เขาก็พอรู้ว่าสิ่งนี้ยังไม่ใช่ประเด็นที่แท้จริง

"แต่แขกคนแรก...เขาไม่ค่อยชอบใจ"

ปริศนาที่ไขออกมาเปลาะแรกช่วยให้มยองซูรู้ตัวว่าเดาถูก

"เรื่องอะไรหรือครับ..." เขาถามกลับไปพร้อมกับคิดว่าซองยอลจะกลั่นแกล้งอะไรเขาอีก แค่จ่ายเงินซื้อตัวและข่มเหงทำร้ายจิตใจกันยังไม่พออีกหรือ

"เรื่องที่นายรับแขกคนอื่นนอกจากเขา"

ได้ยินอย่างนั้นก็เผลอตัวเงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยความงุนงงระคนตกใจ

"มยองซู พี่รู้ว่านายไม่ได้โง่ และพี่เองก็ไม่ได้โง่เหมือนกัน...คนคนนั้นไม่ใช่แค่ลูกค้าทั่วไปใช่ไหม?" คนอายุมากที่สุดในห้องถอนหายใจก่อนว่าต่อ "เขายอมรับเรื่องแขกคนที่สองของนายไม่ได้และรู้สึกเหมือนเราหลอกลวงให้จ่ายเงินในจำนวนที่ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ"

"เรื่องแบบนั้น..." ทุกอย่างฟังดูโง่เขลาจนมยองซูอยากจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อแก้สถานการณ์ แต่เขากลับนึกไม่ออก ได้แต่อึกอักจนไม่กล้าสู้หน้าซองกยู

"เอาเถอะ...พี่เข้าใจดีว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความบังเอิญ...คงไม่มีใครอยากให้คนที่ตัวเองรักต้องมาเจอในสภาพนี้"

"ผมไม่ได้...!" ร่างเพรียวเงยหน้าขึ้นทันที เขานึกจะรีบแก้ตัว แต่พอสบตาก็พูดออกไปไม่ได้ เพราะแววตาของคนอายุมากกว่าฉายชัดเจน...ซองกยูดูออก...

"ต่อให้ไม่นับเรื่องที่เป็นแขกคนที่สอง แต่กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลยสักนิดเดียวแล้ว...เขาก็ยังเป็นแขกคนแรกที่ทำให้นายร้องไห้ได้อยู่ดี"

มยองซูก้มหน้าหลบตาอีกครั้ง...นึกถึงคืนแรกที่รับซองยอลเป็นแขก พออีกฝ่ายกลับไป น้ำตาก็ไหลออกมา ถึงไม่อยากให้ใครเห็นแต่กลับหยุดไม่ได้ เหมือนคนบ้าที่ฟูมฟายไร้สติ เพราะรู้ว่าต้องเจอคนที่เป็นต้นเหตุในคืนต่อมาอีก จึงขอให้ดงอูช่วยหาผ้ากับน้ำแข็งมาเพื่อประคบดวงตาไม่ให้บวมแดง...คงไม่แปลกถ้าเรื่องจะถึงหูซองกยูเข้า

ด้วยเห็นว่าลูกบ้านไม่มีคำใดจะแก้ตัวแล้ว ซองกยูจึงเริ่มพูดต่อ "เมื่อคืนเขามาคุยกับพี่...เรื่องที่จะไถ่ตัวนาย"

"เอ๋..." ลมหายใจของมยองซูถึงกับชะงัก มองกลับมาด้วยแววตาสับสน

"แค่เซ็นสัญญาฉบับนี้ เจ้าหนี้ของนายก็จะเปลี่ยน...จากที่นี่...เป็นอีซองยอล" บอกแล้วก็หยิบเอกสารบางอย่างจากแฟ้มข้างตัวมาวางให้ตรงหน้า

"ไม่เซ็นครับ" มยองซูตอบทันที

"แน่ใจเหรอ?" ซองกยูถามกลับนิ่งๆ

"แน่ใจครับ" เขายืนยัน สองมือกำแน่นกับตัก

"แต่พี่อยากให้นายเซ็น" ชายหนุ่มว่าเสียงเรียบ ยังความไม่เข้าใจและตกใจมาสู่คนฟังจนแสดงออกทางสีหน้า "นายอาจจะคิดว่าในฐานะอันดับสองของที่นี่ พี่คงไม่อยากให้นายไป แต่เปล่าเลย...ความนิยมของนายค่อนข้างสูงก็จริง แต่เงื่อนไขก็มีมาก ยิ่งถ้าย้อนคิดเรื่องที่นายก่อเอาไว้ก็หลายอย่าง ยังไม่นับเรื่องการทำงานอย่างจำกัดจำเขี่ยของนายที่เป็นการผ่อนหนี้โดยตรงด้วย"

ได้ยินแต่ละคำที่ย้อนกลับมา มยองซูก็แทบสะอึก

"การที่ต้องทำงานที่นี่แล้วไม่มีความสุขหรือรังเกียจตัวเองถือเป็นเรื่องปกติ...แต่การที่รู้สึกแบบนั้นแต่กลับกลัวหรือไม่คิดที่จะออกไป เป็นอีกเรื่อง..." พูดจบก็ถอนหายใจอีกที "นายอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะมยองซู"

"ผมรู้ แต่ว่า..."

"ฉันถามคำเดียว" ซองกยูสวนก่อนที่เขาจะทันได้แก้ตัว

 

"นี่ยังไม่ใช่คนที่นายรออีกเหรอ?"

 

มยองซูไม่รู้แม้แต่ว่าตัวเองทำหน้าอย่างไรตอนที่ได้ยินคำถามนั้น แต่จะเป็นแบบไหนก็คงไม่สำคัญแล้ว...เขาได้ลงนามและพิมพ์ลายนิ้วมือลงไปในสัญญาฉบับนั้นพร้อมกับได้เห็นซองกยูฉีกสัญญาฉบับเดิมทิ้งลงต่อหน้า

ไม่มี 'แอล' อันดับสองที่แสนจะเย่อหยิ่งและมากเรื่องของสถานที่แห่งนี้อีกแล้ว เหลือก็แต่คิมมยองซู สมบัติของอีซองยอลเพียงเท่านั้น

ดงอูพาเขาออกมาจากห้องทำงานของซองกยู พากลับไปที่ห้องและอาสาช่วยเก็บข้าวของ แต่มยองซูปฏิเสธ ไม่ใช่ด้วยอาการขัดเคืองปั้นปึ่ง แต่นั่นเพราะมีของเพียงไม่กี่ชิ้นให้รวบรวม ใช้เวลาแค่ครู่เดียว เขาก็ใส่ของทั้งหมดที่ต้องการลงในกระเป๋าสัมภาระที่ได้มาจนเสร็จเรียบร้อย เมื่อได้เสื้อผ้าที่ดงอูไปตระเตรียมมาให้โดยเฉพาะแล้วจึงไปอาบน้ำแต่งตัว

เครื่องแต่งกายชุดใหม่เป็นฮันบกเนื้อดี เสื้อโชกีสีฟ้าเหลือบเงินขับให้ร่างเพรียวดูสง่างามและสูงส่ง แม้จะขัดกับใบหน้าซีดเซียวหม่นหมองนั้นก็ตาม

มยองซูนั่งรอเงียบๆ หลังจากดงอูขึ้นมาบอกว่าอีกไม่นาน 'เจ้าของ' คนใหม่จะมารับ เขาเลือกบริเวณริมหน้าต่าง มองลงไปพอจะเห็นลานที่ด้านหน้าคฤหาสน์ได้บ้าง แสงแดดยามบ่ายทำให้รู้สึกร้อนอยู่เล็กน้อย ทว่าหากเทียบกับสิ่งที่อยู่ในจิตใจกลับเปรียบกันไม่ได้เลย

ความอึดอัดตึงแน่นอยู่ในอก...ได้แต่ถามตัวเองว่าตัดสินใจถูกแล้วหรือ...แต่คิดไปก็ยิ่งเครียด เพราะคงไม่สามารถกลับตัวเปลี่ยนใจได้แล้ว

ผ่านไปพักใหญ่กับการรอคอยที่แสนทรมาน หัวใจของมยองซูก็กระตุกวูบเมื่อรถคันงามคันหนึ่งแล่นผ่านประตูใหญ่เข้ามา เวลากำลังใกล้เข้ามาทุกที...มือเรียวจิกเกร็งอยู่บนตัก นึกจะเปลี่ยนอิริยาบถ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับ ราวกับกลัวเสียจนไม่สามารถกระดิกได้แม้แต่เพียงปลายก้อย

อยากให้เวลาหยุดลงตรงนี้ ไม่อยากเจอ ไม่อยากเผชิญหน้า...อีกฝ่ายจะคิดอย่างไรกับการที่เขายอมขายตัวเองให้อย่างนี้ แค่จ่ายซื้อได้เป็นครั้งๆ ยังประชดประชันกันจนเจ็บเจียนตาย แต่นี่ยิ่งถลำลึกไปกว่านั้น...ถ้าต้องอยู่ด้วยกันจะทรมานสักแค่ไหน หากต้องถูกกอดด้วยความรู้สึกชิงชังและดูแคลนกันเช่นนั้น เขาคงไม่สามารถหลอกอีกฝ่ายได้เลยว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นอย่างไร

เมื่อหวั่นวิตกจนถึงขีดสุด เพียงแค่เสียงเปิดประตูเบาๆ มยองซูก็ยังสะดุ้งแทบสุดตัว ไม่เหลือแม้แต่ความกล้าที่จะหันไปมอง

"สัมภาระมีเท่านี้ใช่ไหม?" เสียงของซองยอลทำให้ร่างเพรียวถึงกับเย็นวาบไปทั้งตัว ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องจนคิดว่าจะแย่เสียแล้ว แต่ยังโชคดีที่มีคนช่วยเหลือ

"มีเท่านี้แหละครับ" จางดงอูที่ทำหน้าที่นำทางชิงตอบแทนให้ก่อนจะเดินเข้ามายกประเป๋าขึ้นพร้อมบอกเบาๆ "พี่ยกไปให้ อย่าดื้อนะ..."

เตือนเหมือนสอนเด็กเล็กๆ แบบนั้นคืออะไรกัน...มยองซูนึกขำเล็กน้อยจนใจชื้นขึ้นบ้าง แต่ก็เพียงไม่นานนัก เพราะเมื่อดงอูออกไปแล้ว อีกฝ่ายก็เดินเข้ามาฉุดเขาให้ลุกขึ้น เมื่อโดนใช้กำลังข่ม คนหัวแข็งจึงสะบัดแขนออกทันที

"ฉันเดินเองได้" ว่าเสียงเย็นแล้วจึงตวัดสายตาเชิดหน้ามองอย่างไม่ยอมแพ้

"ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามัวลีลา" ร่างสูงในชุดสูทสากลสีดำเต็มยศเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่วายเอื้อมมือมาลากตัวเขาให้ออกเดินตามอีก มยองซูสะบัดตัวหนีอีกครั้งก่อนจ้องเขม็ง

"จะเล่นตัวเรื่องมากอะไรนัก...ชอบให้เตือนหรือยังไงว่าใครอยู่ในฐานะไหน"

ได้ยินอย่างนั้นก็แทบสะอึก เมื่อโดนดึงตัวไปอีกทีจึงได้แต่ข่มใจและทิฐิไม่ให้ต่อต้าน ซองยอลพาเขาไปขึ้นรถ ดันให้นั่งลงบนฝั่งหนึ่งของเบาะหลัง ส่วนตัวเองวนไปนั่งอีกด้าน มยองซูไม่มีโอกาสได้กล่าวร่ำลากับดงอู จึงได้แต่เหลียวมองจนสุดสายตา และท้ายสุดที่ได้เห็น ก็คือภาพของคฤหาสต์หลังใหญ่ที่ค่อยๆ หดเล็กลงจนเลือนลับไป

เมื่อหมดเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจ บรรยากาศอึมครึมในรถก็เข้าจู่โจมทันที ร่างเพรียวหันกลับมานั่งนิ่ง เห็นด้วยปลายสายตาว่าชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ เพียงแค่เท้าแขนกับประตูรถมองออกไปด้านนอกเท่านั้น...เป็นอย่างนี้ก็คงดีแล้ว เพราะถ้าเปิดปากพูด ก็คงมีแต่ถ้อยคำที่ทำร้ายกันและกัน

มยองซูไม่ได้อยากคิดว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรถึงได้ทำอย่างนี้ แต่ก็อดไม่ได้เมื่อคิดว่าตัวเองเคยทำงานอะไร หนี้สินของเขาไม่ใช่น้อยๆ ยิ่งนึกถึงสองคืนที่ผ่านมา ยิ่งไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเห็นเป็นการกุศลช่วยเหลือกันเปล่าๆ เขาคงต้องตอบแทนจนกว่าจะคุ้มค่าคุ้มราคา...และนั่นคือสิ่งที่มยองซูกลัว

ไม่ต้องอดทนนอนกับคนมากหน้าหลายตาแล้วก็จริง แต่...

ความคิดสะดุดลงเมื่อที่ทางเริ่มคุ้นตา ร่างเพรียวเริ่มขยับตัวเลิกลั่กกระสับกระส่าย...นั่นเพราะจำได้ว่านี่คือทางไป 'บ้าน' ของซองยอลที่อยู่แถบชานเมือง อีกฝ่ายคิดจะพาเขาเข้าไปทั้งอย่างนี้หรือ? แล้วคิดจะอธิบายกับครอบครัวอย่างไร ถึงแม้จะเคยแนะนำในฐานะ 'เพื่อนสนิท' แต่จู่ๆ จะให้โผล่เข้าไปแบบนี้

"เดี๋ยว..." ด้วยความกลัวที่ผุดขึ้นมาจนแทบล้นอก มยองซูจึงหันไปจับแขนอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยความตกใจ

"อะไร?" อีกคนถามกลับมาด้วยสีหน้าเฉยชา

"จะพาฉันเข้าไปทั้งอย่างนี้เหรอ?"

"แล้วทำไมถึงจะไม่ได้ล่ะ?"

ยังจะถามอย่างนี้อีก! มยองซูนึกโกรธขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ "จะบอกคุณอาทั้งสองว่ายังไง?"

ซองยอลเอียงคอ มองใบหน้าซีดขาวนิ่งๆ "นั่นสินะ จะบอกว่ายังไงดี"

เมื่อเห็นท่าทางไม่เป็นเดือดเป็นร้อนจนชวนโมโหนั้น ฝ่ายคนที่เป็นห่วงสถานการณ์จึงเสียอารมณ์จนไม่อยากพูดต่อ...เอาสิ ช่างมัน ให้รู้กันไปเลยว่าลูกชายคนโตซื้อผู้ชายออกมาจากซ่องนางโลม ดูซิว่าจะทำกันอย่างไร...แต่ถึงแม้จะคิดอย่างนั้น มยองซูก็ยังเป็นกังวลไม่ต่างจากเดิม

ไม่นานรถก็พาผ่านประตูใหญ่ มีคนออกมาเปิดรับให้ มยองซูจำได้ว่าเดิมสถานที่แห่งนี้ไม่เคยมีรั้วรางกั้นเป็นการเป็นงานขนาดนี้ ตัวบ้านไม่ได้หรูหราโอ่อ่าแต่ก็เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ดูอบอุ่นไม่เปลี่ยนแปลง หากสนามหญ้าและสวนที่จัดเอาไว้โดยรอบไม่คุ้นตาเลยสักนิด...เขารับรู้ได้ว่าฐานะของซองยอลดีขึ้นกว่าแต่ก่อน...แต่มากขนาดไหนไม่รู้เลย

เมื่อรถหยุดสนิทหลังวนมาจอดที่ประตูหน้า คนรับใช้ก็กุลีกุจอออกมาทักทายเจ้านายก่อนช่วยขนข้าวของอย่างขยันขันแข็ง มยองซูสัมผัสได้ถึงความเงียบที่ค่อนข้างผิดไปจากความทรงจำแต่ยังไม่แน่ใจนัก

"จะเหม่อไปถึงไหน" ฝ่ายเจ้าของบ้านเอ่ยเสียงเรียบ เมื่อรู้ตัวเขาจึงเดินเข้าไปหา "ที่นี่ไม่มีคนอยู่แล้ว เขาย้ายไปอยู่บ้านอีกหลังที่สร้างใหม่ใกล้เมืองมากกว่า ส่วนที่นี่เขายกให้ฉัน"

ความรู้สึกโล่งอกมาพร้อมๆ กับความไม่สบายใจ...หมายความว่าที่แห่งนี้จะมีแค่เขากับซองยอลอย่างนั้นหรือ...อีกฝ่ายคงกะเอาไว้หมดแล้วสินะ

"ตามมา" ร่างสูงสั่งแล้วออกเดินนำ มยองซูตามไปโดยดี

ท้องฟ้ายามโพล้เพล้สาดแสงสีส้มลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ขณะที่คนด้านหน้าพาเขาขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ความทรงจำเก่าๆ หวนเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย แม้จะผ่านมาแสนนาน แต่เขาก็ยังจำได้ดีว่าห้องนอนของซองยอลอยู่ตรงไหนเพราะเคยมาอยู่หลายครั้ง

และที่แห่งนั้นก็กลายมาเป็นจุดหมายในครั้งนี้

"เข้าไปสิ" อดีตเจ้าของห้องสั่ง มยองซูเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปอย่างสงบ นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองไปรอบๆ...เครื่องเรือนต่างๆ เปลี่ยนไปหลายชิ้น เตียงหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางกับตู้เสื้อผ้าเป็นของใหม่ ส่วนชั้นหนังสือและโต๊ะกับเก้าอี้เข้าชุด ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นของเดิม

ระหว่างที่เทียบภาพปัจจุบันกับสิ่งที่พอจำได้ เสียงประตูงับปิดที่ด้านหลังก็ดึงร่างโปร่งออกจากภวังค์ ยังไม่ทันจะได้เหลียวไปมอง มือใหญ่ก็วางลงมาบนบ่าทั้งสองข้างเสียก่อน แต่เพียงเท่านั้นก็รู้ความหมาย เขาหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้เรียวนิ้วยาวปลดเครื่องแต่งกายของตนเองออกได้ตามพอใจ

 

"รอยของคนอื่นจากเมื่อคืน...ต้องลบออกให้หมดก่อน..."

 

จากนี้ไป คิมมยองซู เป็นสมบัติของอีซองยอล

 

 

 

 

TBC...

 

 

Comment

Comment:

Tweet

จริงๆอ่านแล้วมันหน่วงมากเลยนะตอนนี้ เข้าใจอารมณ์มยองซูเลยว่ามันต้องว้าวุ่นใจมากว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ทำไม..

คนอ่านอ่านแล้วอยากจะหัวเราะคึๆๆๆๆจังเลย คือเหมือนทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทาง น้องแอลได้กลับมาสู่ที่ที่ควรอยู่แล้วยังไงไม่รู้

เพ่ยอลเย็นชาได้โล่ห์ค่ะ จริงๆคิดว่าพี่ยอลควรหัวเราะหึๆๆๆๆดังกว่าฉันนะ><~~

#4 By PPS86 (103.7.57.18|115.87.40.90) on 2013-05-11 01:49

จริงๆอ่านแล้วมันหน่วงมากเลยนะตอนนี้ เข้าใจอารมณ์มยองซูเลยว่ามันต้องว้าวุ่นใจมากว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ทำไม..

คนอ่านอ่านแล้วอยากจะหัวเราะคึๆๆๆๆจังเลย คือเหมือนทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทาง น้องแอลได้กลับมาสู่ที่ที่ควรอยู่แล้วยังไงไม่รู้

เพ่ยอลเย็นชาได้โล่ห์ค่ะ จริงๆคิดว่าพี่ยอลควรหัวเราะหึๆๆๆๆดังกว่าฉันนะ><~~

#3 By PPS86 (103.7.57.18|115.87.40.90) on 2013-05-11 01:49

"จากนี้ไป คิมมยองซู เป็นสมบัติของอีซองยอล" 
กรี๊ดดดดดดดดดดดดด ชอบอ่าาาาา >//<"
มยองมาอยู่บ้านยอลลี่แ้ล้ว จากนี้จะเป็นยังไง?? 
งืออออ รอตอนต่อไปปปปปปป >//<"

#2 By MYB_KIM (103.7.57.18|124.122.69.194) on 2013-05-06 01:12

สวัสดีง้าบบบไรเตอร์ =w=/ junism. คนนี้อยากจะบอกว่าดีใจที่ไรเตอร์ลงต่อที่นี่ อิ__อิ
เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า……… น้องแมลของพี่ T[]T.
ดีแล้วหล้ะจะได้ไม่ต้องไปให้คนอื่นเขาแตะต้องเนื้อตัว
ต่อจากนี้จะมียอล……ยอลและแอล #มาเป็นเพลง 555555
แง่วๆๆๆๆ น้องแอลอารมณ์แบบหงิมเลยอ้ะ ชอบตอนที่แอลบอกว่าต่อจากนี้เขาเป็นสมบัติของซองยอลแล้ว มันแบบ เหมือนเธอพูดว่า ต่อจากนี้แมวจะมีเจ้าของแล้ว. ดูซื่อและน่าฟัดลงเตียงมาก /T[]T/
แต่หมั่นไส้อิยอลง้ะ ชอบแกล้งน้องจริงๆ. แค่นี้เมียงซูก็กลัวจนหัวหดแล้ว
ยังโฉดได้อีกสินะ - _ - ;;;
อร้ายยยยยยยยย แล้วตอนสุดท้ายนั่นมันอารายกานนนนน ลบรอยเก่า. !!!!! โฮกกกกกกกกกกกกกกกกก. ลบหรือซ้ำ???!! (ลบสิยะ)
อ่า....รอตอนต่อไป 555555

#1 By junism on 2013-05-06 00:43

poupeegirl fashion brand community