[INFINITE FanFiction] Paradise :: 6 ::

posted on 18 May 2013 20:08 by zakuro in Fiction
 
อัพสองตอน
อย่าลืมย้อนกลับไปดูนะคะ :)
 
 
 
 
 
 

Paradise

By Wessnette

Part 6:

คิมมยองซูยอมรับอย่างไม่อายว่าเมื่อครั้งที่ต้องก้าวเข้ามาอยู่ใต้ชายคาเดียวกับอีซองยอล เขากลัวมากแค่ไหน ไม่ใช่กลัวว่าซองยอลจะทำร้ายหรือกลั่นแกล้ง แต่เป็นตัวเขาต่างหากที่จะทำให้ตัวเองต้องอับอาย

เมื่อใดที่โดนสัมผัส เมื่อนั้นร่างกายสกปรกนี้ก็คงแสดงปฏิกิริยาประจานตนเองออกมาให้อีกฝ่ายเห็นจนหมดสิ้น ถึงแม้จะไม่ได้เต็มใจ แต่มยองซูจำต้องยอมรับว่าสัญชาตญาณสั่งให้เขาเรียนรู้อะไรหลายอย่างเพื่อเอาตัวรอด และอย่างแรกๆ ย่อมไม่พ้นการมีความสุขกับ 'การทำงาน'

แม้ว่าเดิมที มยองซูอาจจะมีประสบการณ์กับ 'คนรัก' มาก่อนแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าจะสามารถคล้อยตามหรือเคลิบเคลิ้มไปกับคนแปลกหน้าได้ มิหนำซ้ำเขายังขยะแขยงและรังเกียจเป็นอย่างมากอีกด้วย ทว่าร่างกายก็คือร่างกาย ใช่ว่าจิตใจจะบังคับไปได้เสียหมด เมื่อถูกบรรดาคนที่ชำนาญเกมรักมากกว่าหลายๆ คนแตะต้องมากเข้า เด็กหนุ่มไร้เดียงสาอย่างมยองซูก็เหมือนถูกบีบบังคับให้กร้านเรื่องอย่างนี้ไปโดยปริยาย

วันแรกที่เจอกับซองยอลอีกครั้ง มยองซูทั้งขายหน้าและกลัวเป็นอย่างมากว่าจะโดนดูถูกเหยียดหยาม แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคือหลังจากที่ถูกอีกฝ่ายขืนใจจนสำเร็จ มยองซูไม่อาจระงับความอับอายกับความจริงที่ว่าตนเองชาชินกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนแทบไม่มีผลกระทบอะไรกับร่างกายให้เห็นเสียแล้ว

แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกอย่างนี้...แล้วซองยอลล่ะ...ซองยอลที่เคยเป็นทั้งคนแรกและคนเดียวที่ได้รู้จักและสัมผัสร่างกายนี้ จะรู้สึกอย่างไร

เมื่อโดนซื้อมา มยองซูได้แต่เก็บความอึดอัดและเจ็บปวดใจนั้นเอาไว้เงียบๆ คนเดียว เพราะยังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นให้ต้องขบคิด

ย้อนกลับไปสองปีก่อนหน้านี้ ในตอนที่เขากับซองยอลยังคบหากันฉันคนรัก ทุกอย่างเป็นความลับระหว่างเขาทั้งคู่ ภายนอกแสดงออกและบอกใครๆ ว่าเป็นเพื่อนสนิท ไปเที่ยวและไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติ แต่เบื้องหลังดำเนินไปลึกซึ้งกว่านั้นมาก ไม่อาจบอกใครเพราะรู้ว่าจะไม่มีวันเป็นที่ยอมรับ ความรักในครั้งนั้นเป็นเพียงเรื่องผิดธรรมชาติ ผิดต่อครรลองของสังคม อาจจะต้องถูกประณาม ถูกสาปแช่ง และทำให้ครอบครัวต้องอับอาย แต่ที่ไม่ตัดใจเลิกราและยังปล่อยให้ถลำลึกลงไปเรื่อยๆ นั้น ก็เพราะเขากับซองยอลยังมีความหวัง ว่าสักวันจะสามารถบอกกับใครๆ ได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใดว่าต่างฝ่ายต่างรักกันมากเพียงไหน

เพียงแต่ชีวิตจริง ไม่สวยงามเหมือนเทพนิยาย...เขากับซองยอลจึงเดินมาถึงทางแยกในที่สุด

เขาเป็นฝ่ายตัดสัมพันธ์ เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้อีกฝ่ายทนไม่ได้จนถึงกับเดินทางออกไปใช้ชีวิตต่างประเทศ หลังจากนั้นมยองซูก็ไม่ได้ข่าวของซองยอลอีกเลย ซองยอลเองก็คงไม่ได้ข่าวคราวของเขาเช่นกัน ถึงได้มาพบกันในสภาพอย่างนั้น...

อนาคตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของเขากับซองยอลเคยจบลงไปเมื่อนานมาแล้ว...แต่ตอนนี้มันกำลังเริ่มต้นใหม่ ในสภาพที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว...แล้วจะให้มยองซูนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร

เดิมตัวเขาในฐานะคนธรรมดาก็ใช่ว่าจะเปิดเผยกับใครต่อใครได้ว่ารักกัน แล้วตัวเขาที่แปดเปื้อนสกปรกอย่างนี้...จะมีหน้าไปบอกเล่ากับใครได้ ลำพังตัวเขาคงไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว แต่ซองยอลนั้นตรงกันข้าม

ที่ผ่านมา มยองซูยอมรับว่าเขาไม่ควรยอมให้อีกคนซื้อตัวมาเลย ต่อให้ปฏิเสธไปแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ไม่ควรปล่อยให้จิตใจอ่อนแอเลยแท้ๆ แต่เมื่อล่วงเลยมาแล้ว สิ่งที่ทำได้จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

มยองซูพยายามทำทุกอย่างให้อีกฝ่ายเอือมระอาและเบื่อหน่ายตัวเองไวๆ พูดจาทำร้ายจิตใจ กวนโมโห หรือถ้านิ่งเงียบก็ถึงขั้นทำเหมือนเป็นตุ๊กตา แม้แต่เรื่องบนเตียงก็ยังทำตัวเองให้ชืดชาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไร ซองยอลกลับยิ่งดื้อดึงดันทุรังบุกทำลายเข้ามามากเท่านั้น

แล้วสุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้...

"ยังไม่หายตกใจอีกเหรอ?" น้ำเสียงนุ่มหูกระซิบถามเมื่อก้าวมาจนถึงเตียง เจ้าของเสียงนั่งลงบนที่นอนนุ่มแล้วโน้มตัวมาจนริมฝีปากแทบแนบแก้ม มยองซูขดตัวใต้โปงผ้าห่มเพื่อหลบสัมผัส ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความขัดเขิน

ซองยอลคงหมายถึงตอนที่เปิดประตูเข้ามาเมื่อสักครู่นี้ เขายังอดสะดุ้งไม่ได้ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ระหว่างเขากับอีกฝ่ายจะคลี่คลายลงไปในทางที่ดีขึ้นมากแล้วก็ตาม

"ดีกันนะ" ชายหนุ่มตัวสูงทำเสียงอ้อนพลางล้มตัวลงนอนข้างๆ แขนยาวเอื้อมออกมากอดรัดจากนอกผ้าห่ม เมื่อเห็นเขาไม่ตอบรับก็ถามด้วยเสียงจริงจังขึ้น "เราดีกันแล้วใช่ไหม...?"

มยองซูยังคงพูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร มันติดขัดไปเสียหมด...จู่ๆ จะให้ทำตัวน่ารัก ออดอ้อนอีกฝ่ายกลับก็คงจะไม่ใช่ แต่นิ่งเงียบอย่างนี้ก็คงทำอยู่ได้อีกไม่นาน

"อ..อืม...เราดีกันแล้ว..." ร่างเพรียวตอบเรียบๆ หัวใจที่เต้นรัวอยู่แล้วยิ่งเร็วขึ้นอีก

"ถ้าดีกันแล้วทำไมถึงไม่ออกมาจากผ้าห่มล่ะ?" ซองยอลกลับมาอ้อนอีกรอบ

มยองซูจนใจจะตอบ เพราะไม่อยากขัดใจ กลัวจะทำให้โมโห และตัวเองก็ไม่รู้ว่าอยากจะทำอย่างไรกันแน่จึงค่อยๆ ดึงผืนผ้าลงจนถึงอก อย่างน้อยก็ยังดีที่หันหลังให้ ฝ่ายชายหนุ่มที่เฝ้ารออยู่ได้แต่อมยิ้มเมื่อเห็นใบหูแดงจัด เขาลดวงแขนให้แคบลงจนกายแนบกาย ปลายคางวางลงบนลาดไหล่ก่อนหันหน้าจุมพิตซอกคออีกคนเบาๆ

หลังจากรู้ใจจริงของอีกฝ่าย เขาก็ไม่ขลาดกลัวที่จะแสดงความรักอีก

"ซองยอล...ฉันว่าแบบนี้...มันน่าอาย" มยองซูขยับตัวไปมาเหมือนอึดอัด

"น่าอายตรงไหน เมื่อก่อนก็ทำออกบ่อย"

เมื่อโดนย้อนอย่างนั้นร่างเพรียวก็นิ่งไปครู่หนึ่ง "แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว...ฉันเป็นยังไงนายก็รู้..."

ซองยอลหยุดไปนิดหนึ่งก่อนถามกลับ "แล้วเป็นยังไงล่ะ?" เขาคลายอ้อมกอดก่อนพยายามดึงอีกฝ่ายให้หันมาเผชิญหน้า มยองซูฝืนแรงสู้อยู่สองสามหนก่อนจะยินยอม

ใบหน้าสวยได้รูปนั้นฉาบไปด้วยแววเศร้า ไม่ยอมสบตา ทั้งยังนอนตัวแข็งทื่อ

"ตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกันอีกครั้งจนถึงวันนี้ เรื่องของนายที่ฉันสืบมาได้มันน้อยนิดเสียจนน่าแปลกใจ...ถ้าอยากให้ฉันตัดสินว่านายเป็นยังไง...ก็ลองเล่าให้ฉันฟังดูก่อนสิ"

คราวนี้มยองซูไม่แม้แต่จะเสียเวลาเอ่ยปฏิเสธ เจ้าตัวผุดลุกขึ้นทันที ทั้งยังทำท่าเหมือนจะหนีออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้เสียด้วยซ้ำ แต่ซองยอลก็คว้ามือเอาไว้ได้ก่อน

"ทำไมกัน? มันมีอะไรถึงขนาดเล่าไม่ได้เลยเหรอ?"

ร่างเพรียวนั่งเงียบไปหลายอึดใจคล้ายกับกำลังครุ่นคิดหลายอย่าง เสี้ยวใบหน้าที่เห็นเต็มไปด้วยความขมขื่น หลังจากนั้นจึงหันกลับมา สบตากับเขาก่อนหลุบลงต่ำ แล้วริมฝีปากสวยนั้นก็ค่อยๆ เอ่ยคำพูดออกมา

"กาลครั้งหนึ่ง...มีคหบดีผู้ซึ่งมั่งคั่งเหนือใคร ปรารถนาจะยกฐานะของตนให้สูงขึ้น จึงหวังที่จะได้เกี่ยวดองกับครอบครัวของขุนนางเก่าเพื่อยกระดับภาพพจน์และอาศัยเป็นหนทางในการขยายเส้นสายในวงสังคมชั้นสูง ประจวบเหมาะกับที่บุตรสาวแสนสวยของคหบดีได้แอบมีใจให้กับชายหนุ่มในตระกูลผู้ดีผู้หนึ่งอยู่ก่อนแล้ว เป้าหมายจึงวางได้ง่ายขึ้น" มยองซูเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ทว่า...สิ่งที่คหบดีและบุตรสาวไม่รู้...ก็คือชายหนุ่มผู้นั้นมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว"

ซองยอลนอนฟังทุกถ้อยคำขณะมองหน้าของคนเล่าไม่วางตา เขาเริ่มจับทางได้และค่อยๆ เข้าใจว่าอีกคนกำลังเล่าอะไร

"ชายหนุ่มมั่นคงในความรักของตน แต่โชคร้าย...ครอบครัวของเขา แม้มีสายเลือดอันน่าภาคภูมิ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความเป็นอยู่ดีเลิศเหนือใคร ทรัพย์สินที่เคยมั่งมีค่อยๆ ร่อยหรอไปตามกาลเวลา มารดาล้มป่วยจนตายจากไปก่อน จากนั้นบิดาผู้แก่ชราก็มีอาการไม่สู้ดี ชายหนุ่มอยากจะพาพ่อของตนไปรักษาตัว ทว่าด้วยฐานะยากจนนั้นทำให้บิดากล่าวว่ายอมตายเสียดีกว่าต้องอับอาย"

"ทำไมนายไม่บอก..." ซองยอลเผลอโพล่งออกไป คนเล่าจึงแตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากเบาๆ ให้เงียบไว้ก่อน

"แล้วในตอนนั้น คหบดีก็ได้ยื่นข้อเสนอมาให้...หากว่าเขายอมแต่งงานกับบุตรสาว ไม่ว่าจะค่ารักษาและบ้านที่จดจำนองไว้ ก็จะจ่ายและไถ่คืนให้ทั้งหมด ชายหนุ่มได้แต่หมกตัวครุ่นคิด จำต้องเลือกระหว่างความรักกับความกตัญญู..." มยองซูกัดฟันสะกดอารมณ์เมื่อภาพในอดีตย้อนกลับมาอย่างชัดเจน

"เขาเลือกความกตัญญู...และเพราะรู้ว่าคนรักเป็นคนดื้อ จึงจำต้องโกหกเพื่อให้เลิกรากันอย่างเด็ดขาด"

 

'ฉันคิดว่าพอแล้วล่ะ'

'เรื่องของเรามันไม่เห็นจะมีอนาคตตรงไหน'

'ฉันจะแต่งงาน เพราะงั้นจบแค่นี้เถอะ'

'ได้เวลาตื่นจากฝันแล้ว'

'ฉันก็แค่สับสน เพราะนายรุกฉันมากเกินไป'

'ฟังให้ดีนะ'

'ฉันไม่ได้รักนาย'

 

'ฉันไม่ได้รักนาย...ซองยอล'

 

"ทุกอย่างเป็นไปตามปรารถนา คนรักจากไปยังที่ไกลแสนไกล ไม่มีหวังจะได้พานพบกันอีก ชายหนุ่มตัดใจแล้วเข้าพิธีแต่งงานด้วยดี แต่เรื่องราวต่อจากนั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด..." ดวงตาของมยองซูแดงก่ำ "ชายหนุ่มซื่อสัตย์กับรักครั้งเก่ามากจนเกินไป...จนไม่อาจรักหรือมีความสัมพันธ์กับเจ้าสาวแสนสวยของเขาได้ แรกๆ ก็ยังพอหาเรื่องโกหกหรือหลบเลี่ยงไหว แต่เมื่อนานไปก็เริ่มกลายเป็นชนวนแห่งความคลางแคลงใจ"

ฟังถึงตรงนี้ ใจของซองยอลก็สั่นด้วยความวิตกกังวล แม้รู้ว่าเป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้ว แต่ก็ระงับความรู้สึกไม่ได้

"เขาโดนจับได้ว่ามีรักอื่นอยู่ในใจ...ยิ่งกว่านั้นยังโดนสืบรู้อีกด้วยว่าคนรักเก่าคนนั้นเป็นใคร คหบดีโกรธมาก ก่นด่าและสาปแช่งว่าเป็นความเสื่อมเสียแก่ครอบครัว เป็นความอับอาย และทำให้บุตรสาวของตนต้องแปดเปื้อนมีราคี...คหบดีจัดการหย่าสามีภรรยาให้ขาดจากกัน ผลักไสชายหนุ่มและบิดาให้ออกไปจากชีวิตโดยไม่ให้แม้แต่โอกาสตั้งหลัก" ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น มยองซูก็ยิ่งปวดร้าวในอก

"ลำพังแค่ตนเองคงเอาตัวรอดได้ไม่ยาก แต่เขายังมีค่ารักษาของบิดาเป็นภาระสำคัญ อีกทั้งระหว่างอยู่กับคหบดียังได้รับการรักษาอย่างดีจนนัดวันเวลาที่จะเข้ารับการผ่าตัดครั้งใหญ่ เขาไม่อยากให้โอกาสนี้หลุดลอยไป จึงพยายามกู้ยืมเงินจากมิตรสหายรอบตัว แต่ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ แม้แต่จะชายตามองก็ยังไม่มี...นั่นเพราะคหบดีได้ใช้อำนาจและชื่อเสียงที่มีโน้มน้าวทุกคนเอาไว้ได้สำเร็จ เรื่องของชายหนุ่มกลายเป็นเรื่องต้องห้ามที่หากใครกล้าพูดถึงจะต้องผิดใจกับคหบดีผู้มั่งคั่งอย่างไม่มีข้อแม้" นิทานอันแสนขมขื่นหยุดลงนิดหนึ่งเมื่อมือของร่างสูงเอื้อมมากุมมือที่สั่นระริกของคนเล่าเอาไว้

"ชายหนุ่มมืดแปดด้าน เขาพยายามดิ้นรนต่อไป แม้ว่าแค่สมัครงานก็ยังโดนปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ทันได้ยื่นเอกสารก็ตาม เขาได้แต่เพียรหาทางจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง แต่แม้แต่ธนาคารก็ยังไม่พิจารณาให้เงินกู้ เพราะเขาไม่มีหลักประกันอะไรสักอย่าง คฤหาสน์ก็ขายไปเสียแล้ว ทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...ในขณะที่จนตรอกจนถึงที่สุดนั้น เขาได้พลัดหลงไปไกลถึงสถานที่แห่งหนึ่ง..."

ถึงแม้เปรยมาเพียงเท่านั้น ซองยอลก็เดาได้

"มีเพียงสถานที่แห่งนั้นเท่านั้นที่เปิดต้อนรับเขา...เพราะเป็นเพียงสถานที่เดียว ที่เห็นเขาแล้วก็รู้ว่าสามารถจ่ายคืนหนี้ที่กู้ยืมไปได้...ชายหนุ่มยอมเซ็นสัญญาแม้รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เขาได้เงินก้อนสำคัญนั้นมาในที่สุด บิดาได้รับการผ่าตัด แต่ผลออกมาไม่เป็นไปดังหวัง ผ่านไปไม่ถึงสามเดือนดี ชายหนุ่มก็เหลือตัวคนเดียวโดยสมบูรณ์ แล้วหลังจากนั้นก็ถึงเวลาชดใช้หนี้ก้อนโตที่เขาได้สร้างเอาไว้..." สิ้นคำ มยองซูก็เหลือบตาขึ้นมองคนฟัง "จบแล้วล่ะ..."

ซองยอลไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไร เขาทั้งคาดไม่ถึงและเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้ฟังจนอ้ำอึ้งนึกอะไรไม่ออก เห็นปฏิกิริยาของเขา มยองซูก็ยิ้มขมขื่นออกมาน้อยๆ

"ขอโทษนะ...ที่เคยพูดคำเลวร้ายพวกนั้นใส่นาย..."

จนแล้วจนรอด เมื่อไม่สามารถเอ่ยอะไรออกไปได้ เขาก็ลุกขึ้นแล้วดึงอีกคนเข้ามากอดเอาไว้

"ฉันก็ขอโทษ...ขอโทษที่ไม่เชื่อใจ...ขอโทษที่ทิ้งนายเอาไว้แบบนี้"

ได้ยินคำพูดของเขา มยองซูก็สะอื้นออกมา "ไม่เอา...นายพูดแบบนี้ ฉันก็ยิ่งเป็นคนเลวนะ"

เพราะเข้าใจประโยคนั้น ซองยอลจึงยิ่งกอดแน่น

"ขอบคุณที่ซื้อฉันออกมา...ไม่ว่าตอนนั้นนายจะคิดอะไร แต่ฉันก็ดีใจ...ดีใจมาก...ดีใจที่นายจำฉันได้ ดีใจที่นายยังมีความรู้สึกให้ฉัน ดีใจที่เราได้พบกันอีก...ถึงแม้ว่าฉันจะอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูเลยก็ตาม" พูดแล้วก็กดใบหน้าซบลงมาเพื่อซับน้ำตา "อย่างน้อย ฉันก็อยากจะตอบแทนให้คุ้มกับทุกวอนที่นายเสียไป"

ความเจ็บปวดในอกทำให้มือใหญ่ต้องกำเอาไว้จนสั่น...ทุกคำของมยองซูสะท้อนว่าเจ้าตัวรู้สึกอย่างไรกับตัวเองในตอนนี้ ทั้งเศร้า ทั้งเสียใจ ดูหมิ่นเหยียดหยาม แทบไม่เห็นค่า และคงรังเกียจตัวเองมาก มยองซูยังคงคิดว่าเงินจำนวนนั้นคือหนี้ก้อนใหญ่ที่ติดค้างเขาอยู่ ยิ่งกว่านั้นถ้าหากนั่นคือ 'หนี้สิน' หมายความว่าสักวันก็คงจะหมดลงได้ในที่สุด

"ไม่ใช่หรอก..." ซองยอลปฏิเสธออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย "ฉันไม่ได้ซื้อนาย อย่าพูดเองเออเอง"

มยองซูนิ่งไป คงจะตกใจและงุนงงไม่น้อย

"นั่นเป็นสินสอดต่างหาก...เงินนั่น เดิมเป็นค่ารักษาพ่อของนายใช่ไหม...ดังนั้นฉันจะถือว่าพ่อของนายได้รับเอาไว้แล้ว เพราะอย่างนั้นตอนนี้ คิมมยองซู...นายคือเจ้าสาวของฉัน คือภรรยาของฉัน"

คำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้ยินทำให้ร่างเพรียวถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่ว่าจะคำว่าสินสอด เจ้าสาว หรือภรรยา ไม่ใช่คำที่เขาคิดว่าจะได้ยินใครเรียกออกมาแน่

"น..นายเสียสติแล้วซองยอล" มยองซูถึงกับดันตัวออกมามองหน้า

"ถ้าฉันเสียสติแล้วจะไปทำงานได้ยังไงทุกวัน" ร่างสูงตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน

"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นายเพิ่งเรียกฉันว่าเจ้าสาวกับภรรยา ถ้าไม่บ้าแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?"

"สามี...หรือที่รักก็ได้ เลือกเอา"

ได้ยินอย่างนั้น มยองซูก็หน้าแดงจัด "ฉันไปแต่งกับนายเมื่อไร?! แล้วทำไมฉันต้องเป็นภรรยาด้วย?!"

"ก็เพราะว่าฉันเป็นฝ่ายสู่ขอ ต้องเป็นเจ้าบ่าวเป็นธรรมดา อ้อ พูดถึงเรื่องแต่งเมื่อไร..." ละไว้เพียงเท่านั้นแล้วก็เอื้อมมือมาปลดเครื่องประดับที่คอของเขาออกไปอย่างรวดเร็ว ซองยอลดึงสายสร้อยออกเหลือไว้เพียงเรือนแหวนสีเงินกระจ่างก่อนทำแบบเดียวกันกับของที่ห้อยอยู่กับคอของตัวเองด้วย

"ของนายก็ยังอยู่เหรอ..." นัยน์ตาหวานจับจ้องแหวนวงใหญ่กว่าอย่างตื้นตัน

"จะให้ทิ้งไปได้ยังไงกัน...ถึงอยากจะแย่ก็เถอะ..." เขาสารภาพง่ายๆ...ตอนที่เลิกกันใหม่ๆ ในฐานะของแหวนคู่ที่เป็นเหมือนสัญญารัก ซองยอลอยากจะปามันทิ้งไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ตัดใจไม่ได้จึงนำไปเก็บไว้ในห้องเก็บของจนแทบลืมไปเสียแล้วด้วยซ้ำ กว่าจะค้นเจอก็เล่นเอาเสียเวลาไปกว่าครึ่งค่อนวัน

แต่เมื่อถึงวินาทีนี้ ก็ถือว่าคุ้มค่าจนประมาณไม่ได้...

คนตัวสูงจัดแจงคว้ามือซ้ายของคนตรงหน้าออกมาแล้วสวมแหวนเข้าที่นิ้วนางโดยไม่เว้นช่องให้เอ่ยถาม จากนั้นก็ยื่นแหวนของตัวเองพร้อมมือซ้ายให้อีกฝ่าย มยองซูที่อยู่ในอาการมึนงงสับสน ลังเลจนดูตื่นไปหมด แต่สุดท้ายแล้ว มือสั่นๆ คู่นั้นก็สวมแหวนให้กับเขาด้วยดี

ซองยอลสูดลมหายใจเรียกกำลังให้ตัวเองอีกครั้ง ก่อนบรรจงเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้นในระยะที่ต้องการ เมื่อเขาลดใบหน้าเข้าไปใกล้ ร่างโปร่งก็ค่อยๆ หลับตาลงและแย้มริมฝีปากรับอย่างเต็มใจ จุมพิตอ่อนหวานประทับรอยลงอย่างแช่มช้า ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วกายจนน้ำตาของมยองซูเอ่อไหลออกมา

"เราแต่งงานกันแล้วนะ"

ถึงแม้ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่อาจเรียกว่าเป็นพิธีแต่งงานได้อย่างเต็มปาก แต่เขาก็จะดันทุรังมันไปอย่างนี้ เพราะซองยอลอยากให้มยองซูรับรู้ อยากให้มองเห็นและเข้าใจ

เพราะเขารู้ว่าคนที่ต้องการการยืนยันมากที่สุดว่ายังสามารถเป็นที่รักของใครอีกคนหนึ่งได้ ในวินาทีนี้ก็คือคิมมยองซูที่อยู่ตรงหน้าเขานี่เอง

ความคิดนั้นทำให้แววตาที่เต็มไปด้วยความรักและรอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า เจ้าบ่าวมองเจ้าสาวที่ยังขัดเขินทำอะไรไม่ถูกอย่างเอ็นดูก่อนโน้มตัวลงอีกครั้งเพื่อกระซิบบอกอย่างอ่อนโยน

 

"เราจะร่วมทุกข์ร่วมสุข...อยู่เคียงข้างกันตลอดไป"

 

 

 

TBC...

 

Comment

Comment:

Tweet

จะผิดมั้ยถ้าจะบอกว่าสมัครเอ็กทีนมาเพื่อเม้นให้พี่ทิมโดยเฉพาะ! คันมือยิกๆๆ กร้ากส์ 
ชีวิตน้องมิงทำไมมาม่าใส่ไข่ใส่เนื้อไม่ใส่ผักบุ้งแบบนี้ ฟร้าคคคคคคคคคคคที่สุด TT___________TT เป็นเดี๊ยนเดี๊ยนฆ่าตัวตายตั้งนานละ ม่างงงงงงงง หนูสู้มากนะคะ พี่นับถือหนูมาก *ทำเสียงแบบนายธนาคารในวัยรุ่นพันล้าน* #อัลไล แล้วแบบ.. โอ่ย เพ่ยอลทำเราเขิลลลลลลลลลล *บิด* แต่งงงแต่งงานอัลไล ร่วมทุกข์ร่วมสุขตลอดไปอัลไล แว้กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก *ถีบไปดาวพระศุกร์ด้วยความเขิน* น้องมิงมีผรัวเป็นตัวเป็นตนแล้วสินะคะนะ กรี๊ดดดดดดดดดดดด ขุ่นแม่ปลื้ม TwT ตอนต่อไปต้องมีแต่ซีนหวานๆใช่ปร้า อะไรๆก็นัวเนียใช่ปร้า   *ยิ้มสวยแผ่รังสีใส่พี่ทิม* #พี่ทิมถรีบไปดาวเสาร์

#4 By Platinum on 2013-07-19 13:28

ชีวิตมยอง น่าสงสารรรรรรร T________T
ตอนแรกๆก็ดราม่าซะ!! แต่หลังๆทำไมสวีทขนาดนี้ๆๆๆ
ยอลอ้อนๆ "ดีกันนะ" น่ารักกกกกก ><"
สินสอด เจ้าสาว สวมแหวน เขินแทนมยองงงงงงง ><"
มยองเรียก "ที่รัก" เถอะนะ พลีสสสสสส 555
รอตอนต่อไปปปปปป

#3 By MYB_KIM (103.7.57.18|124.120.129.65) on 2013-05-20 14:31

โอ่ยยย เม้นตอนนี้ก่อนละกันนะคะ
มันดราม่ามากเลยน้องแอลลลㅠㅠ เข้าใจน้องแอลที่รู้สึกแบบนั้น สงสารน้องอ่าาา แงงง...
แต่ครึ่งตอนท้ายมันเขินมว๊ากกกกกนะ อิพี่ยอลมาแต่งงงแต่งงานอัลไล เรียกสามีหรือที่รักอัลไล วุ๊ย><~~เขินตัวระเบิด

แต่ทำไมรู้สึกถึงพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวมาในตอนหน้า หวั่นใจยังไงชอบกล>< *สรุปไม่มีอะไร ฉันคิดไปเอง55555

#2 By PPS86 (103.7.57.18|171.97.149.20) on 2013-05-20 10:14

ม่ายนะแอลล TTTTTTTTT
ทำไมชีวิตหนูเศร้าอย่างนี้ ไอ้คหบดีคนนั้นมันเป็นใครฟระ!!!
ตอนแรกก็ไปแยีงแอลมาจากเพ่ยอล พอไม่พอใจก็กดหัวเขาจนจมอย่างนี้เนี่ยนะ!!!!!! ห่านนนนนนน!!!!!!
โอ๋ยยย. เจ็บงืออออ. น้องแอลของพี่
ดีนะเนี่ยที่พี่ยอลไปไถ่ตัวออกมา แล้วสินสอดเจัาสาวนั่นคืออะไรก๊ะ. -///-
เขินนนน

#1 By junism on 2013-05-18 20:44

poupeegirl fashion brand community